1stranks.com

8 เคล็ดลับสร้างความสุขด้วยตัวคุณเอง

  • April 25, 2012 3:39 pm

หลาย ๆ ครั้งคนเรามักมองหาสิ่งรอบข้างหรือวัตถุต่าง ๆ เพื่อมาสร้างความสุขให้กับตัวเอง จนลืมนึกไปว่า ความสุขมันเริ่มต้นที่ตัวเราเองต่างหาก เพียงแค่คุณลองเปิดใจเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของตัวเองตามเคล็ดลับที่นำมาแนะนำกันนี้ดู ก็สามารถช่วยให้มีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งของอะไรแล้ว ว่าแต่จะมีะไรบ้างนั้น ลองมาอ่านกันดูเลย

1. รักตัวเองให้มาก

กฎพื้นฐานของการมีความสุขคือ คุณจะต้องรักตัวเองก่อน ถึงจะมีความสุขได้ เพราะความสุขจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คุณมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้น ดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อดีและข้อเสียของตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เห็นคุณค่าของตัวเองให้มาก และไม่ว่าใครจะพูดหรือทำอะไรให้คุณรู้สึกไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ จำไว้ให้ดีว่า คุณค่าของคุณขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวคุณเองนั่นแหละ

2. คาดหวังให้น้อยลง

ชีวิตคนเราต้องพบกับความผิดหวังอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ เพราะสิ่งไม่คาดฝัน รวมทั้งอุปสรรคจะวนเวียนเข้ามาในชีวิตของเราอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ควรคาดหวังสูงนัก เวลาที่ผิดหวังจะเสียใจจนรับไม่ไหวเปล่า ๆ ควรพยายามคาดหวังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากจะช่วยให้คุณผิดหวังน้อยลงแล้ว เวลาผลที่ออกมาดีกว่าที่คาดหวังไว้ จะยิ่งรู้สึกประทับใจขึ้นอีกด้วย

3. เต็มใจช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา

คิดดูสิว่าโลกเราจะน่าอยู่มากขึ้นแค่ไหนถ้าทุกคนเต็มใจที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่หวังอะไรตอบแทน คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดว่าถ้าคุณช่วยเขาแล้วคุณจะได้อะไร ช่วยแค่เพราะอยากทำอะไรดี ๆ ให้ใครสักคนก็พอแล้ว ลองหวังดีช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลดูบ้าง เชื่อเถอะว่าจะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากกว่าที่คิด

4. ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ควรมองหาข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากมัน เพราะในขณะที่เรื่องดี ๆ ทำให้คุณยิ้มได้และมีกำลังใจจะสู้ชีวิต เรื่องร้าย ๆ ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คุณเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ได้รับ และพยายามหาวิธีไม่ให้ความผิดพลาดเดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำสองจะดีกว่า

5. พยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น

แม้ในหลาย ๆ ครั้งอาจยากที่จะทำใจไม่ให้โมโห เวลาที่มีคนมาทำให้คุณหงุดหงิด อย่างเช่นเวลาที่มีคนขับรถปาดหน้าคุณ แต่ก่อนจะโมโหควรพยายามมองพวกเขาในแง่ดีก่อน เขาอาจมีธุระเร่งรีบจริง ๆ หรือเจอเรื่องแย่ ๆ มาทั้งวันแล้วก็ได้ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง คุณจะได้รู้สึกโกรธให้น้อยลง และเห็นใจคนอื่นให้มากขึ้น

6. กล้าที่จะลองอะไรใหม่ ๆ

ลองทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อให้ชีวิตมีสีสันดูบ้าง ด้วยการตอบรับเรื่องท้าทายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามาในชีวิตทุก ๆ วัน เช่น ลองไปโดดบันจี้จัมพ์ หรือทักคนแปลกหน้าทั้ง ๆ ที่คุณเป็นคนขี้อายดูบ้าง วิธีนี้จะทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากน่าเบื่ออย่างที่เคย และยังช่วยให้คุณได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอีกด้วย

7. รู้จักใช้วิธีหว่านล้อม

คุณควรเรียนรู้ว่าการพูดจาดี ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการนั้น ได้ผลชะงัดกว่าการเร่งรัดพูดเสียงแข็งหรือใช้กำลังเป็นไหน ๆ ไม่มีใครชอบถูกบังคับหรอก หากคุณคอยบ่นว่า เพื่อให้ใคร ๆ ทำอย่างที่คุณคิด ก็มีแต่จะทำให้พวกเขารำคาญและคอยหลีกหนีคุณเปล่า ๆ แถมยังทำให้พวกเขารู้สึกกดดันตลอดเวลาอีกด้วย ในทางกลับกัน หากคุณค่อย ๆ อธิบายด้วยเหตุผลดี ๆ พวกเขาก็จะเต็มใจรับฟังคุณมากขึ้น และยังไม่ทำให้คุณต้องคอยบ่นจนเสียสุขภาพจิตอีกด้วย

8. ลองนั่งเงียบ ๆ คนเดียวดูบ้าง

หาเวลาหลีกหนีความวุ่นวายต่าง ๆ มาใช้เวลากับตัวเองดูบ้าง ใช้เวลานี้คิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้งความรู้สึกผิด หรือเรื่องเสียใจหลาย ๆ เรื่อง แล้วพยายามปล่อยวางให้มาก เรียนรู้จากมันก็พอ แต่อย่าให้เรื่องร้าย ๆ ตามมาหลอกหลอนคุณไปตลอดชีวิต อาจลองนั่งสมาธิดูก็ได้ จะได้ช่วยให้คุณรู้สึกสงบมากขึ้น และคิดฟุ้งซ่านน้อยลง

จำไว้ว่าอย่าให้สิ่งรอบข้างมาทำลายความสุขของคุณได้ ไม่ว่าอย่างไรความสุขของคุณเองก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิของคุณคนเดียวเท่านั้นแหละ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

7 เคล็ดลับเพิ่มความสูงให้กับตัวเอง

  • April 25, 2012 3:39 pm

ไม่ว่าใครก็คงอยากสูงกันทั้งนั้น เพราะช่วยทำให้ดูมีบุคลิกภาพดีขึ้น ใส่อะไรก็ดูดีไปซะหมด แถมยังสะดวกคล่องตัวกว่าคนรูปร่างเล็กเป็นไหน ๆ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีส่วนสูงที่อยากได้อย่างใจเสมอไป บางคนอาจเกิดมาตัวเล็กกว่าใคร ๆ จนคิดจะไปผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อเพิ่มส่วนสูงของตัวเองด้วยซ้ำ

แต่ก่อนที่จะทำลองคิดดูดี ๆ เสียก่อน ลองอ่านเคล็ดลับเพิ่มความสูงที่กระปุกดอทคอมนำมาเสนอกันดู หากพยายามอย่างถูกวิธี ไม่แน่ว่าคุณอาจสูงขึ้น จนไม่ต้องพึ่งวิธีผ่าตัดที่ทั้งแพงแถมยังเจ็บตัวเลยก็ได้

1. เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์

ควรเน้นทานอาหารที่มีสารอาหารจำพวก วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และน้ำให้มาก ๆ เพราะวิตามินหลาย ๆ ชนิดมีส่วนช่วยในการเติบโต เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 12 และ วิตามินดี เป็นต้น ส่วนแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างแคลเซียมและฟลูออไรด์ก็ช่วยให้กระดูกของคุณแข็งแรงขึ้น ไม่เปราะหักง่าย

นอกจากนี้ สารอาหารที่สำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้ในแต่ละมื้อคือโปรตีน เพราะเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยในการเติบโต โดยสารอาหารจำพวกนี้สามารถหาได้จากนมและไข่ สุดท้ายคือน้ำ ที่จะช่วยให้เราขับของเสียออกจากร่างกายเพื่อรับสารอาหารใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 ถึง 8 แก้วเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง

2. ทานอาหารให้พอดี

ถ้าคุณอยากให้ส่วนสูงของตัวเองเพิ่มขึ้น ควรทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ ถึงแม้ว่าคุณจะไดเอทอยู่ก็ไม่ควรลดปริมาณอาหารลง ควรลดอาหารจำพวกแป้งและไขมันให้น้อยลง แล้วทานอาหารอาหารอื่นเพิ่มแทน นอกจากนี้ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจะได้ช่วยในการไดเอทของคุณ และการยืดเส้นยืดสายก็ช่วยทำให้คุณสูงขึ้นด้วย

3. ทานให้ตรงเวลา

ควรเลือกทานเป็นมื้อแทนการกินขนมจุบจิบระหว่างวัน และแต่ละมื้อก็ควรจะห่างกัน 4 – 5 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาร่างกายเริ่มการสร้างเนื้อเยื่อที่ช่วยในการเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังไม่นานเกินไปจนทำให้คุณรู้สึกหิวระหว่างมื้ออีกด้วย

4. พยายามยืดตัวบ่อย ๆ

การยืดตัวสามารถช่วยให้คุณสูงขึ้นได้ คุณควรพยายามยืดตัววันละสองครั้งตอนตื่นนอนและก่อนเข้านอน ด้วยวิธีง่าย ๆ คือเมื่อตื่นแล้วก็อย่าเพิ่งลุกจากเตียง ให้ชูแขนทั้งสองข้างขื้นและยืดทั้งขาและแขนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงค่อยลุก เพื่อเป็นการบิดขี้เกียจไปในตัว และอย่าลืมทำแบบเดียวกันก่อนจะเข้านอนทุกวัน

5. ออกกำลังกายด้วย

กีฬาเช่นว่ายน้ำ และบาสเกตบอล นอกจากจะสนุกแล้วยังสามารถช่วยทำให้คุณสูงขึ้นได้ แต่ถ้าใครเป็นคนไม่ชอบเล่นกีฬาแต่อยากให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นสักนิด คุณก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้ เริ่มแรกเอามือทั้งสองข้างอ้อมไปไว้ด้านหลังศรีษะ แล้วประสานมือเอานิ้วไขว้กัน วางไว้ที่หลังคอของตัวเอง จากนั้นก็ดันคอของคุณลงมาจนคางชิดกับอก ทำแบบนี้วันละ 20 ครั้ง ทำ 10 ครั้งแรก แล้วพักสัก 10 วินาที จึงค่อยทำอีก 10 ครั้ง

6. นอนให้ถูกวิธี

ควรพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8 – 10 ชั่วโมง เพราะฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยให้เราสูงขึ้นจะถูกผลิตออกมาในเวลาที่เราหลับสนิทเท่านั้น นอกจากนี้เวลานอนควรเลี่ยงการนอนงอตัว เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังคดงอ ร่างกายเติบโตได้ไม่เต็มที่ คนที่ติดหมอนข้างก็ควรพยายามเลิกซะ และพยายามเปลี่ยนมานอนหงายแทน เพราะท่าที่เราใช้ในการนอนกอดหมอนข้างนั้นทำให้ขาพาดไปมาจนกระดูกโตได้ไม่เต็มที่

7. ยืนตัวตรง ๆ

การเดินหลังค่อมหรือยืนหลังงอเป็นประจำจะทำให้กระดูกคดงอผิดรูปร่าง ทำให้กระดูกไม่โต แถมยังทำให้เสียบุคลิกภาพ ดูเตี้ยลง อ้วนขึ้น แล้วยังดูขาดความั่นใจอีกด้วย นอกจากนี้ พอแก่ตัวไปกระดูกของคุณอาจคดจนไม่สามารถกลับมายืนตัวตรงได้อีก เพราะฉะนั้นพยายามฝืนตัวเองให้ยืนตรงบ่อย ๆ จนชิน เพื่อบุคลิกภาพที่ดี และส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น

ใครอยากสูงก็ลองไปทำตามคำแนะนำที่ให้นี้ดู อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัจจัยเรื่องส่วนสูงยังมีอีกมากที่ทำให้แต่ละคนสูงไม่เท่ากัน ทั้งพันธุกรรมและอายุ เพราะฉะนั้นควรพยายามเท่าที่ทำได้โดยไม่ฝืนตัวเองจนเกินไปนะคะ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

น้ำแข็งที่อาร์คติคบางลงทุกปี

  • April 25, 2012 3:38 pm

พื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่มหาสมุทรอาร์คติคจะถึงจุดต่ำสุดในเดือนกันยายนนี้ นักพยากรณ์ระบุว่าคงจะไม่ต่ำเท่าปี 2007 อันเป็นปีที่มหาสมุทรนี้มีน้ำแข็งปกคลุมเป็นบริเวณแคบที่สุดเท่าที่มีการ เก็บข้อมูลทางดาวเทียมมา อย่างไรก็ตาม นักฟิสิกส์ที่สถาบันอัลเฟรดเวเจเนอร์กลับรู้สึกกังวลเรื่องความสมดุลในระยะ ยาวของมหาสมุทรแห่งนี้

 

นัก วิจัยระบุว่ามวลของน้ำแข็งกำลังลดลงลงเนื่องจากความหนาของมันลดลงนั่นเอง ทีมวิจัยได้สาธิตด้วยการวัดความหนาของแผ่นน้ำแข็งที่บริเวณตอนเหนือและตะวัน ออกของเกาะกรีนแลนด์โดยใช้เครื่องบินวิจัยโพลาร์-5 ที่ใช้เวลาบินสำรวจราวๆ 1 สัปดาห์เพื่อหาพื้นที่น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกนี้

 

คำ ถามที่ว่าอีกนานแค่ไหนที่มหาสมุทรอาร์คติคไม่มีน้ำแข็งเลยในช่วงซัมเมอร์ นั้นเป็นคำถามที่คาใจศาสตราจารย์ ดร.รูดิเจอร์ เกอร์เดส จากสถาบันอัลเฟรดเวเจเนอร์มาเป็นเวลานานแล้ว โดยตอนนี้ ได้มีดาวเทียมสำรวจพื้นที่ที่น้ำแข็งปกคลุมขั้วโลกเนหนือมา 30 ปีแล้ว ทำให้ศาสตราจารย์ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเร่องความหนานี้

 

อย่าง ไรก็ตาม ความหนาก็คงจะบอกอะไรได้แค่ในวงแคบๆ ศาสตราจารย์จึงต้องใช้วิธีพิเศษในการพยากรณ์ด้วยโมเดลทางคอมพิวเตอร์ที่ พัฒนาขึ้นมา จนได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว

 

“ผม อยากจะเห็นข้อมูลการวัดความหนาของน้ำแข็งทะเลมานานแล้ว เพียงแค่ผมรู้ข้อมูลความหนาไปในหลายๆพื้นที่แล้ว เราก็อาจจะคำนวณได้ว่า น้ำที่จะมาจากน้ำแข็งขั้วโลกทั้งหมดนี้จะมีปริมาณเท่าไหร่”

 

พื้นที่น้ำแข็งที่มหาสมุทรอาร์คติคนี้ว่ากันว่ามีปริมาณน้ำแข็ง 2.7 ล้านล้าานตัน แต่มีการพังทลายลงไปราวๆ 3000 ลูกบาศก์กิโลเมตรทุกๆปี แต่นอกจากจะพังทลายและละลายเป็นน้ำลงสู่มหาสมุทรแล้ว นักวิจัยก็ได้ค้นพบว่าน้ำแข็งนั้นบางลงทุกๆปี และเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว

แปลจาก: http://www.sciencedaily.com/releases/2010/08/100820101356.ht

Natty_sc

ที่มาจาก :vcharkarn.com

University of Wollongong

  • April 25, 2012 3:37 pm

Why University of Wollongong

 

Ranked Australia’s No.1 University for Teaching Performance“Based on the Australian Government Department of Education Science and Training (DEST)”มหาวิทยาลัยดีเด่น อันดับ 1 ด้านการเรียนการสอนของประเทศออสเตรเลีย

มหาวิทยาลัยชั้นนำ

 

มหาวิทยาลัยวูลลองกอง เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งขึ้นเมื่อค.ศ.1951 ปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 22,000 คน เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านการวิจัยและการเรียนการสอนในระดับสูง และยังได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยดีเด่น อันดับ 1 ด้านการเรียนการสอนของประเทศออสเตรเลีย อันเป็นรางวัลสูงสุดทางด้านการเรียนการสอนของวงการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ด้วย

กว่า 490 สาขาวิชา

 

มหาวิทยาลัยวูลลองกอง เปิดสอนทั้งหมด 9 คณะ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจและการพาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะนิติศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และคณะสาธารณสุขและแพทยศาสตร์ โดยมีให้เลือกกว่า 490 สาขาวิชา ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก  มหาวิทยาลัยยังเปิดศูนย์ภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาต่าง ชาติเพื่อเพิ่มความมั่นใจและเข้าใจก่อนเข้าสู่ระบบการเรียนจริง

 

หลายวิทยาเขต

มหาวิทยาลัยวูลลองกองมีทั้งหมด 10 วิทยาเขต โดยมี 3 วิทยาเขต เปิดให้นักศึกษาต่างชาติสามารถเลือกเรียนได้

 

วิทยาเขตหลักคือ วิทยาเขตวูลลองกอง ตั้งอยู่ ณ เมืองวูลลองกอง รัฐนิวเซาท์เวลส์ ห่างจากซิดนีย์ออกไปทางชายฝั่งตอนใต้ ประมาณ 80 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เมืองวูลลองกองเมืองแห่งนวัตกรรมการศึกษา เป็นเมือง  ที่สงบร่มรื่น เรียบง่าย ปลอดภัย มีชายหาดที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตร อีกทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และค่าครองชีพไม่สูงนัก วิทยาเขตวูลลองกองเปิดสอนหลากหลายสาขาวิชา โดยมีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง แต่ละคณะมีตึกเรียนแยกเป็นสัดส่วนและอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องสมุดที่เป็นศูนย์รวมแหล่งความรู้ , sport center ที่มีทั้งสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามฟุตบอล และฟิตเนสสำหรับผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย

 

วิทยาเขตซิดนีย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่ทันสมัย คึกคัก เต็มไปด้วยสีสัน  มีการพัฒนาทางอุตสหากรรมที่มากที่สุดในประเทศออสเตรเลีย โดยวิทยาเขตซิดนีย์จะเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ในสาขาบริหารธุรกิจภายใต้หลักสูตรของ Sydney Business School เท่านั้น                วิทยาเขตดูไบ สาธารณรัฐอาหรับอิมิเรตต์ อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักศึกษาที่ต้องการสัมผัสกลิ่นอายแห่งตะวันออกกลาง เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมมุสลิม ที่วิทยาเขตดูไบนั้นเปิดสอนทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

 

รางวัลแห่งความสำเร็จ

 

ด้านผลงานและชื่อเสียง มหาวิทยาลัยวูลลองกองได้รับการยอมรับในวงกว้าง ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งสำหรับประสบการณ์ทางด้านการศึกษา จากการสำรวจและจัดอันดับมหาวิยาลัยในประเทศออสเตรเลีย “Good University Guide 2010” และคุณภาพของบัณฑิตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มหาวิทยาลัยวูลลองกองได้รับการจัดอันดับสูงสุดของมหาวิทยาลัยระดับ ห้าดาว ทั้งในด้าน Getting a job (การได้งานทำ), Positive Graduate Outcomes (สร้างบัณฑิตที่พึงประสงค์) และ Graduate Starting Salaries (เงินเดือนเริ่มต้นสูง), Research Intensity (คุณภาพงานวิจัย), Graduate Satisfaction (ความพึงพอใจของบัณฑิต), Generic Skills (ความสามารถ) อีกทั้งมหาวิทยาลัยวูลลองกองยังได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยดีเด่น อันดับ 1 ด้านการเรียนการสอนของประเทศออสเตรเลีย อันเป็นรางวัลสูงสุดทางด้านการเรียนการสอนของวงการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย ด้วย

 

ความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

 

มหาวิทยาลัยวูลลองกอง มีความร่วมมือทางวิชาการอย่างเป็นทางการ (MOU) ในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การค้นคว้าวิจัย โดยมีความร่วมมือกับสถาบันต่างๆดังนี้ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, สถาบันเทคโนโลยีเอเชีย, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

สำนักงานมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประจำประเทศไทย

 

สำนักงานมหาวิทยาลัยวูล ลองกอง ประจำประเทศไทย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาที่ต้องการไปเรียนต่อ ตั้งแต่แนะนำรายละเอียดของหลักสูตรต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวูลลองกองโดยตรง จัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเพื่อวางแผนการเรียนต่ออย่างมีประสิทธิภาพ รับสมัครและดำเนินการขั้นตอนต่างๆ เช่น ขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย จัดหาที่พักและรับส่งสนามบิน ปฐมนิเทศนักศึกษาก่อนเดินทางและดูแลติดตามผลจนจบหลักสูตร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมทั้งประสานระหว่างผู้ปกครองกับนักศึกษา ประสานงานด้านวิชาการต่างๆกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นศูนย์ประสานงานระหว่างศิษย์เก่าที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวูล ลองกอง (Alumni Network) ด้วยที่อยู่ : 128/12 รามคำแหง 24 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

 

โทรศัพท์: 0-2719-1655-6   โทรสาร : 0-2719-1102

E-mail :  dusada@uowthailand.com

Website :  www.uowthailand.com

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 -17.30 น. เสาร์ 9.30 – 14.30 น.

ที่มาจาก : vchakarn.com

ชีวิต (ไม่) ลับนักเรียนแพทย์

  • April 25, 2012 3:36 pm

ดย นพท.เสรษฐสิริ พันธุ์ธนากุล (พี่โตโต้ วพม.๒๗)

ก่อนอื่นขอให้น้องๆ แยกหัวสมองออกเป็นสองส่วนก่อนนะครับ แล้วค่อยมองกันทีละอย่างนะ “หมอ” กับ “หมอทหาร” เสร็จแล้วค่อยมาคิดกันนะครับ ว่าน้องจะเป็นอะไรดี หมอหรือหมอทหาร หรือว่าอย่าไปเป็นเลยทั้งคู่ เป็นอย่างอื่นดีกว่า

 

เรามาดูทางด้านหมอก่อนดีกว่า พี่เชื่อว่าคงมีหลายๆ คนนะครับ ที่อยากเข้าหมอ แต่ก่อนอื่น น้องต้องถามใจตัวเองก่อนว่าที่อยากเข้าหมอน่ะ เพราะอะไรหรือ…. ส่งคำตอบได้ละครับ ส่วนมากนะมักจะตอบแบบนางสาวไทยล่ะสิ “หนูอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ค่ะ” ชัวร์เลย อันนั้นมันก็ความคิดที่ดีครับน้องๆ แต่ต้องดูว่ามัน จริงแท้แค่ไหนเพราะพี่เห็นหลายคน ตอนสัมภาษณ์ก็อยากช่วยเพื่อนมนุษย์แต่พอต้องออกต่างจังหวัดตอนใช้ทุนก็เลย เปลี่ยนใจมาช่วยตัวเองดีกว่า ส่วนตัวพี่ คุณตาพี่เป็นหมอจีน คุณพ่อพี่เป็นหมอเด็กแล้วก็เป็นอาจารย์แพทย์ด้วย พี่ก็เลยเข้าใจชีวิตหมอพอสมควร เพราะพี่ไปนอนโรงพยาบาลอยู่เวรกับพ่อหลายครั้ง เลยเข้าใจชีวิตหมอและพี่ก็รักในวิชาชีพนี้มากเลยทีเดียว แล้วใครจะรู้ล่ะว่าอนาคตจะเปลี่ยนใจหรือไม่ หรือว่าท้อใจไม่อยากรักษาคนไข้แล้ว ก็ต้องมาดูก่อนว่าน้องจะรับชีวิตอันแสนจะลำเค็ญของนักเรียนแพทย์ได้หรือ เปล่า พี่จะเล่าให้ฟังแล้วน้องจะซึ้ง….อันดับแรกน้องก็ต้องเก็บตัวฝึกซ้อมฝีมือ พร้อมกับอุทิศส่วนกุศลมากๆ เพื่อจะได้ใช้ความรู้และดวงทำข้อสอบเอ็นท์ เอาให้มันติดหมอกะชาวบ้านเค้า นี่คือความเซ็งอันดับ แรก..

 

ต่อมาปีหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย น้องก็จะต้องเรียน basic science หรือวิทยาศาสตร์นั่นแหละ ทั้ง bio-chemistry, microbiology, physics, calculus และวิชาอื่นๆ มหาศาลราว 44 – 48 หน่วยกิต ทั้งที่มหาวิทยาลัยส่วนมากให้เรียนไม่เกิน 42 หน่วยกิต แต่เราคือยอดมนุษย์ เราต้องทำได้น้อง

 

พอปีสองความแกร่งและอึดในการอ่านหนังสือที่สั่งสมมาหนึ่งปีจะได้ เริ่มเอามาใช้ซะที ปีสองน้องจะได้เรียนอะไรๆ หลายอย่างที่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์แบบปกติ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ( anatomy) หรือว่าเรียนอาจารย์ใหญ่นั่นแหละ ทุกส่วนในร่างกายหั่นออกมาดูหมด เรียกว่าคลุกคลีกับศพอาจารย์ใหญ่ตลอด 1 ปีเต็ม แล้วยังมีพวกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องส่องกล้องดูด้วยเรียกว่า histology แล้วก็เรียน chem. ในร่างกายเรา เรียนว่าร่างกายหล่อๆ สวยๆ ของเรานี้มันทำงานกันยังไงหนอ…เค้าเรียกว่าวิชา physiology แล้วน้องจะเข้าใจว่าที่เรามายืนหายใจปุ๊ดๆ เนี่ยเราทำได้ยังไง ที่นั่งอ่านข้อความอยู่เนี่ยมันเกิดขึ้นด้วยกลไกอะไร แล้วอีกอย่างเกือบลืมต้องเรียนว่าตอนเด็กฉันหน้าตาเป็นไงด้วย เค้าเรียกว่า embryology จบปีสอง เหนื่อยจังเฮ้อ!!…

 

พอปีสามน้องก็จะได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเกี่ยวกับร่างกายปกติ มาใช้กับร่างกายที่เป็นโรค เวลาไม่สบายเป็นไงหนอ.. เชื้อโรคคือใครเหรอ.. แล้วก็เรียนเกี่ยวกับยาทำไมมันต้องไม่อร่อยด้วยล่ะ แล้วมันจัดการกับเชื้อโรคได้ไงเนี่ย…วิชายากๆ ทั้งนั้นเลย เรียนกันแบบไม่ลืมหูลืมตา (ไม่ได้หลับนะ) คนอื่นเรียนมหาวิทยาลัย มีคาบว่าง ส่วนพวกนักเรียนแพทย์ไม่ค่อยจะมีกันหรอก มีคาบว่างทีนึงยังกะขึ้นสวรรค์…อยากหยุดเวลาไว้จัง แล้วพอปลายๆ ปีสามน้องก็จะเริ่มได้ถูกเนื้อต้องตัวคนไข้จริงๆ อาจารย์จะพาไปชม ไปพูดคุย คนไข้จะมองด้วยสายตาประดุจมองเทพเจ้า ส่วนเราก็จะคิดในใจ “เป็นไงเป็นกันล่ะ  ” ถึงจะโง่ ก็ขอเก๊กทำท่าหมอไว้ก่อน ไม่รู้ก็ทำหน้าเหมือนรู้เข้าไว้ คนไข้เห็นแล้วศรัทธา…ซึ่งก็เป็นสิ่งกระตุ้นอย่างหนึ่งให้เราต้องเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ความศรัทธาของคนไข้สูญเปล่า พอจบปีสาม คราวนี้ล่ะได้แต่งชุดหมอซะที!

 

อ้อ … เดี๋ยวนี้คณะแพทย์หลายคณะเริ่มมีการเรียนการสอนแบบบูรณาการ หรือที่เขาเรียกสั้นๆ ว่า Block นั่น แหละครับ ก็คือจากเดิมที่เราเรียนทีละกลไกแยกตามวิชา ก็นำมารวมกันเสีย เรียนตั้งแต่อวัยวะเริ่มก่อตัวจนเป็นโรคและวิธีการรักษา ด้วยกระบวนการที่เขาเรียกว่า PBL (Problem Base Learning) เป็นการฝึกให้น้องขวนขวายหาความรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการเรียนแพทย์ไม่มีวันสิ้นสุดหรอกครับ ดังนั้นน้องก็จะเปลี่ยนการเรียนจากรายวิชาที่กล่าวมาแล้ว เป็นการเรียนตามระบบต่างๆ ของร่างกาย อาทิ ระบบหัวใจและหลอดเลือด น้องก็จะเรียนตั้งแต่ หัวใจเจริญมาจากเซลล์ไหน เนื้อเยื่ออะไร บีบตัวได้อย่างไร ทำไมหัวใจตีบ หัวใจวาย แล้วใช้ยาหรือวิธีการอะไรรักษา เป็นต้น

 

ขึ้นปี 4 เริ่มทำงานกะคนไข้แล้ว เค้าเป็นอะไร มีอาการยังไง ป่วยเมื่อไหร่ ซักประวัติมาให้หมด ….เสร็จแล้วก็เอามาเทียบกะความรู้ที่เราเรียนมา แล้วเค้นออกมาว่าเค้าเป็นโรคอะไรนะ…. เรียนตั้งแต่เช้า เจ็ดโมง จนบางวันโชคดีเลิกเรียนสี่โมงเย็น โชคดีเข้าไปอีกก็เลิกซักสามทุ่ม โชคชั้นที่สองต้องเข้าห้องผ่าตัด ชมฝีมือผ่าตัดของอาจารย์ก็กดเข้าไปครึ่งคืน แล้วแต่โชคของแต่ละวันครับ เสร็จแล้วก็ต้องอยู่เวรง่วงแสนง่วง รายงานก็ยังไม่เขียนต้องมาเข้าเวรก่อน เอาน่า!!…3 วันอยู่เวรครั้งนึง ไม่เท่าไหร่หรอก ลงเวรเที่ยงคืนเองกลับหอมีเวลานอนตั้ง 5 ชั่วโมง (ถือว่าเยอะแล้วนะ) สบายๆ พอถึงห้องหลับแผละ….กองอยู่บนเตียง ปี 4 ผ่านไปพร้อมกับความเข้าใจใหม่ๆ ที่ว่า คนไข้ป่วยได้ทุกวันไม่มีวันหยุดเราเป็นหมอเค้าป่วยต้องก็รักษาจะมาหยุดได้ไง จริงอ๊ะป่าว หมอเลยไม่มีเสาร์ ไม่มีอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด ทำงานแบบ 7 – 11 จ่ายยาเสร็จต้องถามด้วยว่า รับซาลาเปาทานเพิ่มมั้ยค๊า… อ่ะแต่ก็เอาเถอะเพื่อคนไข้ผู้เปรียบได้กับอาจารย์ใหญ่ที่มีชีวิต เค้าอุตส่าห์บริจาคทั้งร่างกาย จิตใจ และยอมเสียเวลาให้เราตรวจ จบปี 4 ฉันตรวจร่างกายเป็น พอจะบอกได้ว่าคนไข้น่าจะเป็นโรคอะไรบ้าง…. เก่งมากๆ อ่ะ ปิดเทอมซะ 14 วันได้มั้ง ในขณะที่เด็กมหาวิทยาลัยคนอื่นๆ เค้าปิดกันเป็นเดือนๆ…เฮ้อ

 

ขึ้นปี 5 ช่วงต้นปีจะเริ่มรู้ข่าวคราวของเพื่อนๆ สมัย ม.ปลายที่เรียนคณะอื่นๆ เค้าเรียนจบกันแล้ว บ้างก็ทำงาน บ้างก็แต่งงาน บ้างซื้อบ้านซื้อรถ บางคนวางแผนจะมีลูกกันแล้ว แต่ฉันยังเป็นนักเรียนอยู่เลย แต่ก็เอาเถอะ อีกนิดเดียวก็จะจบแล้ว อย่างน้อยเจอคนไข้ ตรวจคนไข้ ฉันพอจะรู้แล้วว่าเธอเป็นโรคอะไร..คราวนี้ฉันจะแสดงการรักษาแบบงูๆ ปลาๆ ให้ดู (มีพี่ๆและอาจารย์คอยเป็นคนดูแลนะ เราสั่งการเองหมดไม่ได้นะ) โอม…..เพี้ยง หายมั่งไม่หายมั่ง เฮ้อ….ชีวิตชั่งอนิจจัง จนปลายปี สอบรวมคราวนี้ล่ะวัดกันเลยใครจบ ใครไม่จบ ยังกะย้อนเวลาไปสอบเอนท์อีกรอบนึงเลย… คำตอบของคุณ….ถูกต้องนะคร๊าบ…จบเป็นหมอแน่นอนคราวนี้ (ถ้าตอบผิดไม่ผ่านปีหน้าสอบใหม่ได้นะ)

 

พอปี 6 คราวนี้ใครๆ เค้าก็เรียกเราว่าหมอเต็มปากแล้วเพราะเราต้องสั่งการเองแล้วก็ให้พี่ๆ ที่เค้าจบแล้วหรืออาจารย์ช่วยดูให้อีกทีนึง กลางวันตรวจคนไข้ กลางคืนอยู่เวร นอนตอนไหนไม่มีใครบอกได้ อ่ะโห..พี่หมอคะ พี่หมอขา เท่สุดๆอ่ะ จบซะที 6 ปีอันแสนยาวนาน ออกไปทำงานใช้ทุนอยู่ต่างจังหวัด โชคดีก็ได้ที่สบาย อยู่ในเมือง โชคร้ายหน่อยก็นู่น เข้าป่าเป็นหมอผีไป ทั้งอนามัยมีแต่ ยาแดงกับพารา.รักษาใครได้มั่งก็ม่ายรู้ อยู่เวรคืนเว้นคืน นอนตอนไหนไม่รู้ อยู่ๆ ตีสองตื่นมา คุณหมอหนูจะคลอด แล้วเราจะนอนต่อได้ไงล่ะเนี่ย เอ้า…ทำคลอดกันไป นึกซะว่าฝันไปละกันนะ แล้วก็เป็นแบบนี้เรื่อยไปตลอดชีวิต…

 

จบเรื่องหมอ มาดูหมอทหารกันมั่ง ก่อนอื่นเลยโรงเรียนทหารที่น้องหลายคนอยากเข้ากันก็คือ โรงเรียนนายร้อยตั้งแต่ โรงเรียนนายร้อย จปร. (กองทัพบก) โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ แต่ขอบอกชาติไทยของเราน่ะ มีโรงเรียนอีกแห่งนะที่จบมาแล้วได้เป็นนายทหารหลักของประเทศ ติดยศว่าที่ร้อยตรีด้วย นั่นคือ…..โรงเรียนแพทย์ทหารนั่นเอง ที่นี่ในหลวง (ความจริงเค้าเรียกว่านายหลวงนะรู้อ๊ะป่าว) ตั้งขึ้นมาเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า เวลามีการรบทีไร คนเจ็บคนตายเยอะแยะไปหมด เอาหมอที่อื่นซึ่งไม่เคยฝึกไม่เคยได้ยินแม้แต่เสียงปืนไปช่วยรักษาในสนามรบ มีหวังหมอตายก่อน แล้วแบบนี้หมอที่ไหนเค้าจะยอมไป รบกับใครก็แพ้ พระองค์ก็เลยดำริให้ตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารขึ้นมา เรียนหมอด้วย ฝึกทหารด้วย ออกรบจะได้สู้เค้าได้ ไม่ถ่วงกองทัพ รอดตายกลับมา เรียน 6 ปีเหมือนที่อื่นๆ จบมาเป็นว่าที่ร้อยตรีเหมือน จปร. เด๊ะๆ เค้าเรียกว่ากำเนิดจากโรงเรียนทหารชั้นนายร้อยเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ ที่นี่รับผู้หญิงด้วย แล้วเค้าทำอะไรกันมั่งเหรอมาดูกันเลยดีกว่า…

ก่อนอื่นเข้า มาปีหนึ่งก็ใช้ชีวิตแบบพลเรือนทั่วๆ ไปนั่นแหละ ผมยาว อ้วนเป็นหมู เที่ยวเล่นไปวันๆ…1 ปีผ่านไปแสนสบาย แต่เรื่องเรียนก็หนักเหมือนกับนิสิตนักศึกษาแพทย์ทั่วๆ ไปนะครับ อย่าลืม

พอปี 2 ละครชีวิตก็เปลี่ยนไป ต้องเข้ารับการปรับสภาพจากพลเรือนมาเป็นทหาร ตัดผมหัวเกรียน แต่งตัวเหมือนกันหมด วันๆ เอาแต่ ฝึก..ฝึก..กิน ..ฝึก..นอน..ฝึก. เท่านั้นแหละ ราวๆ 3-4 เดือนได้ ไม่ค่อยได้กลับบ้าน นอนดึกตื่นเช้า ออกแรงทั้งวัน เพื่อนๆ ปิดเทอมไปเที่ยวกัน แต่เราดันต้องมานอนตากฝนเฝ้าหลุมหลบระเบิด ชีวิตรันทด บางคืนก็แอบร้องไห้คิดถึงแม่จัง …หนักขนาดไหนก็อธิบายไม่ได้ แต่น้องๆ ที่เคยเรียน รด. แล้วเคยไปเข้าค่ายรด. ขอให้จินตนาการตามเอาละกันว่า หนักกว่าไปเขาชนไก่ราวๆ 3,500 เท่าได้มั้ง คำสั่งของพี่ๆ และคำสั่งของนายทหารนี่ยังกะเสียงสั่งจากสวรรค์ไม่ทำไม่ได้ ถือเป็นความผิด เฮ้อ..แม่เรายังไม่เคยทำกะเราอย่างนี้เลย ไอ้นี่มันใครเนี่ยมาสั่งเราทำนั่นทำนี่อยู่ได้ วิดพื้นมั่ง วิ่งมั่ง ขัดส้วมมั่ง และอีกสารพัดการทรมานร่างกายและจิตใจ (แต่ไม่มีการทำร้ายแบบถูกเนื้อต้องตัวกันนะครับ เดี๋ยวนี้ทหารเค้าทันสมัยแล้ว ไม่มีการเตะต่อยแล้วล่ะ น้องๆ สบายใจได้) สำหรับน้องๆ ผู้หญิงการฝึกก็จะเบากว่าน้องผู้ชายเล็กน้อยนะครับไม่ต้องตกใจ ไม่ถึงกับกล้ามขึ้นเป็นมัดหรอกรับรองได้ (ล่ำขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น อิอิ) เพียงแต่ทำให้น้องมีหัวใจที่แกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้นเท่านั้นเอง เอาล่ะ!!ก็เลือกเข้ามาเองนี่นา ฝึกเป็นฝึก จากพลเรือน เปลี่ยนมาเป็นทหารกะเค้าซะที ชีวิตนี้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ซึ้งจริงๆ แต่เหนื่อยจังเลย จ้างซักล้านนึงยังไม่อยากกลับไปฝึกอีกรอบเลยจริงๆนะ แถมยังต้องมาเรียนหมออีก แล้วชีวิตมันจะมีเวลาว่างไหมเนี่ย

.. พอปี 3 คราวนี้หัวใจมันเริ่มแกร่ง เป็นทหารเต็มตัวแล้วนี่… ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้รุ่นน้องซะ จับน้องปี 2 มาฝึกนั่นเอง แล้วพอตอนปลายปี ก็ออกไปฝึกทหารเสนารักษ์ (ฝึกว่าเวลาไปรบจริงๆ หมอทำไรมั่ง ทำไงถึงจะรอดตาย แล้วยังรักษาทหารที่บาดเจ็บได้ด้วย เท่ห์ไหมล่ะ) แล้วก็ออกไปเรียนส่งทางอากาศ กระโดดร่ม…โดดลงมาจากเครื่องบินจริงๆ เลย มันมากๆๆๆๆๆๆ ได้ขึ้นชีนุคจริงๆ ก็คราวนี้แหละครับ (ชีนุคคือเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่มีสองใบพัดนะครับ เป็น ฮ. ลำเลียง ที่น้องๆ เห็นในเกม เจนเนอรอลน่ะแหละ ถ้าเคยเล่นนะ) กลับมาก็ติดร่มเท่หืๆ ไว้ที่หน้าอก ถึงหน้าไม่หล่อ แต่พอดูรวมๆ ใส่เครื่องแบบซะหน่อยก็หล่อพอไปได้เนอะ.. ออกงานทีสาวกรี๊ด สลบไปเป็นทาง

 

.. พอปี 4 การฝึกก็เริ่มเบาลงหน่อย ก็เพราะว่าน้องต้องดูแลคนไข้ จะมาฝึกมากมายเดี๋ยวจะไม่ไหวกันพอดี ปีนี้ก็เลยปล่อยๆ แต่ระเบียบคือระเบียบ อาวุโสคืออาวุโส ใครไม่ทำตามระเบียบก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เอา จับไม่ได้สบายไป จับได้โทษหนักเพราะเราฝึกมาแล้ว เรารู้กฎอยู่แก่ใจ คล้ายๆ กับเวลาทำผิดแล้วโดนครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน ม.ปลายตีก้น อะไรประมาณนั้น เพราะเราเป็นพี่แล้วนี่นา ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี พอปลายปีก็ออกไปทำงานวิจัยในชุมชน คล้ายๆ กับปฏิบัติการจิตวิทยาทางทหาร รวมกับการวิจัยทางการแพทย์ด้วยทำนองนั้น

.. พอปี 5 ใกล้จบละ ฉันเริ่มมีบทบาทหน้าที่มากขึ้นแล้ว ทั้งเรื่องกิจกรรมชมรมต่างๆ ต้องเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลน้องๆ เป็นคนรักษากฎ ใครทำผิดกฎ จับได้ก็ลงโทษกันไป ก็ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเรานี่นา แต่ก็ไม่ต้องมาฝึกอะไรมากมายเพราะต้องเตรียมสอบก่อนจบเป็นหมอแล้ว ฝึกมากเดี๋ยวเหนื่อยอ่านหนังสือไม่ไหว สอบตกกันหมดพอดี

.. ปี 6 พี่ใหญ่!!..คราวนี้ เราใหญ่สุดในหอแล้ว สั่งซ้ายก็ซ้าย สั่งขวาก็ขวา น้องๆ ชั่งน่ารักกันซะทุกคนเลยสั่งอะไรทำตามตลอด แต่พี่ๆ ปี 6 เค้าไม่ค่อยอยู่หอกันหรอก เพราะเค้าอยู่เวรกันจนแทบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันละครับ กลับมาหอทีนึง แทบจำหน้าไม่ได้ นึกว่านายทหารที่ไหนซะอีก ก็ดาวมันจะติดไหล่อยู่รอมร่อแล้วนี่นา ก่อนจะจบเค้าก็จะฝึกทบทวนกันอีกครั้งว่าหมอทหารเวลาออกรบน่ะ ทำอะไรมั่ง เผื่อเจอของจริงจะได้เอาตัวรอดได้ แล้วก็ช่วยคนเจ็บได้… จบซะที 6 ปีอันแสนยาวนานและเหน็ดเหนื่อย

 

ออกไปทำงานใช้ ทุนคราวนี้ล่ะครับชีวิตจริงๆ ของจริงๆ พี่ๆ เค้าจบไปก็ไปอยู่ตาม รพ.ศูนย์ของทหาร 1 ปี แล้วก็อยู่คุมทหารในค่ายทหารอีก 1 ปี จากนั้นก็ใช้ทุนอีก 8 ปีในโรงพยาบาลของกองทัพ รวมเวลาใช้ทุนก็ 10 ปี ลูกโตพอดีเลย… นั่นคือแบบธรรมดาๆ แต่ถ้าใครโชคดี ก็ไปติมอร์ ไปอิรัก ไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปืนจริง กระสุนจริง ระเบิดจริงๆ ยิงกันเข้าไป หมอก็รักษาไป โชคดีก็รอดกลับมา โชคร้ายก็อยู่ที่นั่นต่อไป พี่ๆ ที่นี่หลายคนออกรบมาแล้ว บางคนไปมาหลายครั้งแล้ว.. แต่ก็ยังไม่เคยมีใครที่จบจากโรงเรียนแพทย์ทหารแล้วบาดเจ็บล้มตายในสนามรบเลย เพราะเราไม่ต้องจับปืน ถือดาบไป ตบตี สู้รบกับใครเค้าหรอกครับ แค่หลบกระสุนแล้วก็รักษาคนเจ็บในฐานที่มั่นของเราก็จะไม่ไหวแล้ว เรื่องรบน่ะปล่อยทหารเหล่ารบเค้าไปลุยของเค้าเถอะ ถ้าเจ็บก็มาหาเราเดี๋ยวเราซ่อมให้ แล้วก็ปล่อยเค้าออกไปลุยต่อ อันนั้นคือแบบหวือหวา สีสันแห่งชีวิต

จบแล้วทั้งหมอและหมอทหาร ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้อยู่ในสิ่งที่น้องๆ อ่านมาหรอกครับ คำตอบน่ะอยู่ในใจน้องเองมากกว่า จริงๆ แล้วฉันอยากเป็นหมอหรอ….ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นะ อยู่เวรนะ คนไข้เยอะนะ เงินเดือนน้อยนะ ถ้าอยากได้เงินเยอะๆ แปลว่าต้องขูดเงินจากคนที่เค้าไม่สบายนะ แถมบางทียังต้องเจอพวกบ้าเรียนเห็นแก่ตัวด้วยจะทนอยู่ได้ไหมเนี่ย ปิดเทอมก็น้อยกว่าคนอื่นๆ เขานะ ฉันทำได้รึเปล่า ถ้าคำตอบคือได้ ก็ตั้งใจอ่านหนังสือ สละความสุขของตัวเองซะแล้วมาเป็นหมอที่ดีด้วยกัน แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็หลีกทางให้คนที่เค้าน่าจะเป็นหมอที่ดีกว่าเราแต่เรียน อ่อนกว่าเราเค้าเข้ามา เพราะหมอที่คนไข้อยากได้ คือหมอที่ดีและเก่ง หมอไม่ใช่เครื่องรักษาโรคที่เก่งที่สุด ไม่เชื่อลองถามตัวเองเวลาไม่สบายดูสิครับ

แล้วจะเป็นหมอทหารดีไหมล่ะ ชอบทหารไหมเนี่ย ฝึกไหวรึเปล่า ทนอยู่ในกฎระเบียบไหวไหมล่ะ ผมสั้นนะ เครื่องแบบเท่ห์ก็จริง แต่ก็ต้องแลกกับการห้ามใส่ชุดพลเรือนนะพร้อมจะแลกไหมล่ะ เรียนหนักเหมือนหมอคนอื่นๆ เค้าแต่ยังต้องมาฝึกทหารเพิ่มอีกเหนื่อยกว่ากันหลายเท่า ปิดเทอมไม่ได้เที่ยวนะเพราะต้องออกฝึกภาคสนามแทน เวลาเค้ารบกันถ้าถูกสั่งให้ไปก็ต้องไปนะ ถ้าไม่ไปมีทางเดียวลาออก ไม่งั้นก็ถือว่าหนีทหารติดคุกแทน แต่เวลาไปไหนมาไหนก็เบ่งได้นิดหน่อยตามแบบข้าราชการไทยเขาน่ะ พร้อม จะแลกมั้ยล่ะ เครื่องแบบเท่ห์ๆ สวัสดิการสุดเลิศ (ไม่ต้องจ่ายค่าเรียน มีเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยง เครื่องแบบฟรี ที่พักหรูๆ ฟรี) ยศฐาบรรดาศักดิ์ กับชีวิตอิสระของพลเรือน ถ้าคำตอบคือพร้อมจะแลก ก็เข้ามา…หมอทหาร ไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด เป็นโรงเรียนนายร้อยที่สบายที่สุดในแง่ของการฝึกเมื่อเทียบกับโรงเรียนนาย ร้อย จปร. นายเรือ นายเรืออากาศ และนายร้อยตำรวจ นายร้อยหมอสบายสุดแล้ว เราฝึกไม่หนักเท่าเค้าเพราะเราเรียนหนักกว่าเค้า สำหรับน้องที่พร้อม ยังไงๆ ก็ไหวครับแต่สำหรับคนที่ไม่มีใจ พี่ว่ามันก็ไม่คุ้มหรอกครับที่จะเข้ามา แล้วก็เรียนไม่ไหว ทนระเบียบไม่ไหวจนต้องลาออกไป หวังว่าน้องๆ คงสามารถหาคำตอบที่อยู่ในตัวน้องๆ เองพบนะครับ

สุดท้ายก็ขอให้น้องๆ โชคดีละกันนะครับ ใครฝ่ฝันอยากเป็นอะไร ประกอบอาชีพอะไร ก็ขอให้ขีดเส้นทางตามนั้นแล้วก็เดินไปตามทางแล้วก็จะได้ตามที่ฝันไว้เอง ใครฝันจะมาเป็นหมอช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ก็ขอให้ตั้งใจอ่านหนังสือ ดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง แล้วสอบเข้ามาให้ติด พี่รอน้องๆ อยู่ ความรู้และความสามารถของพวกพี่ ยินดีจะถ่ายทอดให้น้องอยู่แล้ว ถ้าน้องอยากเดินทางเดียวกับพวกพี่ พวกพี่ก็พร้อมจะถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ โชคดีทุกคนนะครับ

With great knowledge comes great responsibility : ความรู้อันยิ่งใหญ่มาพร้อมภาระอันหนักอึ้ง

ขอบคุณที่มาจาก : vchakarn.com

จากมหา′ลัยแดกด่วน ถึงการศึกษาคุณภาพต่ำ

  • April 25, 2012 3:35 pm

เมื่อ มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ทำให้ต้องมุ่งหาเงินเป็นการใหญ่ วิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดคือ การเปิดหลักสูตร เปิดตลาดใหม่ ๆ ในย่านทำเลดี ๆ มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดก็บุกกรุงเทพฯ โดยแห่มาเช่าอาคารกลางกรุงเทพฯชั้นใน ยิ่งอยู่บนเส้นทางผ่านของรถไฟฟ้า ยิ่งดูด

วัน ก่อน ผมคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ได้ความว่า ตอนนี้ มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งกำลังกระอักเลือด เพราะโดนมหาวิทยาลัยของรัฐแย่งตลาดอย่างดุเดือด

ผลสืบเนื่องจากเมื่อมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ทำให้ต้องมุ่งหาเงินเป็นการใหญ่ วิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดคือ การเปิดหลักสูตร เปิดตลาดใหม่ ๆ ในย่านทำเลดี ๆ

ว่าแล้ว มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดก็บุกกรุงเทพฯ โดยแห่มาเช่าอาคารกลางกรุงเทพฯชั้นใน ยิ่งอยู่บนเส้นทางผ่านของรถไฟฟ้า ยิ่งดูดนักศึกษาได้เยอะดี

   หลายสิบมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดใหม่ แจ้งเกิดใหม่ กลางกรุงเทพฯ เปิดหลักสูตรคล้าย ๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต เอ็มบีเอ สำหรับนักบริหาร หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต และอื่น ๆ อีกมากมาย

           เดิมตลาดปริญญาโท เอ็มบีเอ ปริญญาเอก ยุคหนึ่งเป็นตลาดของมหาวิทยาลัยเอกชน แต่วันนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะจากต่างจังหวัด เข้ามาแย่งชิงเค้กถึงกลางกรุงเทพฯ โดยใช้กลยุทธ์ตัดราคา บางแห่งให้คำมั่นสัญญาว่า จ่ายครบจบแน่ คราวนี้เลยสนุกกันใหญ่

สอด คล้องกับ อาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่เคยเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันการหาลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างสอนนั้น กระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการพิเศษภาคค่ำในทุกระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก ซึ่งเก็บค่าหน่วยกิตแพง ๆ มาจ่ายค่าสอนอัตรา “ตลาด” จนกระทั่งเกิดคำขวัญว่า “จ่ายครบจบแน่” หรือ “Mac University” (มหา′ลัยแดกด่วน) หรือ “การทำไร่เลื่อนลอย”

อาจารย์อภิชาตหมายถึง มหาวิทยาลัยพากันไปเช่าตึก เปิดศูนย์ เปิดสาขาสอนในที่ที่มี “ตลาด” เช่น ย่านกลางเมือง หรือหัวเมืองต่าง ๆ จนกระทั่ง “ตลาดหมด” ก็ปิดตัวไปเปิดที่อื่น ๆ ต่อไป

“ไม่แปลกเลยที่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเคยพบว่า งานเขียนของนักศึกษาปริญญาเอกบางคน มีคุณภาพต่ำกว่างานของนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติที่ผมสอนเสียอีก” ดร.อภิชาต อาจารย์เงินเดือนหลักหมื่นที่ไม่กระโดดเข้าไปขุดทองเช่นอาจารย์ชื่อดังที่ เดินสาย ทำมาหาเงินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ผมเคยสำรวจค่าตอบแทนของอาจารย์ “คิวทอง” พบว่า โดยเฉลี่ยจะได้ 3 ชั่วโมง 6 พันบาท หรือชั่วโมงละ 2 พันบาท หรือมากกว่านั้นเป็นหลักหมื่น อาจารย์กลุ่มนี้ก็จะสอนไปทุกมหาวิทยาลัย ในยุคที่ชนชั้นกลางหิวกระหายปริญญา

อาจารย์ชื่อดังที่สอนเอ็มบีเอ เคยเปิดสมุดนัดให้ผมดู พบว่าหมายนัดแน่น ยิ่งกว่าดารานักร้องชื่อดัง ไม่เคยมีเวลาว่างช่วงเย็น จดค่ำ 3 ทุ่ม ช่วงเสาร์อาทิตย์ ต้องเดินสาย นั่งเครื่องบินไปสอนเป็นว่าเล่น ทุกเที่ยวบินเช้าวันเสาร์อาทิตย์ที่สนามบินดอนเมือง จะพบอาจารย์ชื่อดังแทบจะเดินชนกัน

อาจารย์หลายคนจะใช้เครื่องมือทำมาหากินชุดเดียว สอนได้ทั่วประเทศ คือ “power point” ที่ลงทุนทำครั้งเดียว แต่ใช้สอนได้นานเกินคุ้ม หลังจากเลกเชอร์ 3 ชั่วโมง สอนเสร็จก็รับค่าตอบแทน แล้วโบกมือ อวยพรให้ลูกค้าโชคดี มีความสุข

ผมไม่แน่ใจว่านอกจากกระดาษหนึ่งแผ่นแล้ว คนเรียนได้อะไรกลับไป เพราะวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ ก็ลอกกันไปลอกกันมา ถามว่าคนเรียนปริญญาโท หรือปริญญาเอก อ่านหนังสือจบถึง 10 เล่มหรือไม่ ยังน่าสงสัย

นักการเมืองชื่อดัง คนที่คุยว่าจบปริญญาเอก ผมฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ไม่พบวิธีคิดแบบปัญญาชนเลย เรื่องอย่างนี้ผมไม่โทษลูกค้า ผมโทษพวกอาจารย์มากกว่า (ครับ)

เหลียวมาดูการศึกษาในระบบโรงเรียนยิ่งน่าห่วง จนทำให้ผมเชื่อว่า สังคมไทยไม่มีอนาคตเท่าไร หลายเดือนก่อน ผมพบงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่บอกว่า ยิ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณด้านการศึกษามากเท่าใด เม็ดเงินส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ยิ่งตกกับกลุ่มชนชั้นกลาง คนรวยที่มีโอกาส และมีข่าวสารครบถ้วน

เด็กลูกชาวบ้านจริง ๆ ที่จะผ่านจากโรงเรียนไปสู่มหาวิทยาลัยของรัฐแทบไม่มี เด็กผู้ชายก็เสียคน หล่นหายไปจากเส้นทางการศึกษา

เด็กที่คว้าโอกาสทางการศึกษา ล้วนมาจากครอบครัวที่มีฐานะ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่ไปกวาดรางวัลโอลิมปิกวิชาการ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่คว้าทุนการศึกษาที่ดีที่สุดของประเทศนี้ เด็กกลุ่มนี้คือนักศึกษาในคณะที่คะแนนสูงที่สุดของมหาวิทยาลัยชั้นยอดของ ประเทศที่ชิงเก้าอี้กันเพียงไม่กี่พันคน

แต่ปัญหาคือคนเก่งที่เป็นระดับครีมที่สุดในสังคมไทย วันหนึ่งก็ต้องไปเจอกับกุ๊ยที่ถูกเขี่ยออกจากระบบ บนถนน ถ้าใครพลาดก็โดนอีกฝ่ายหนึ่งกำจัด…ผมไม่พูดเรื่องการเมือง

ไม่ใช่ความผิดของ “คนเก่ง” ไม่ใช่เป็นความผิดของ “กุ๊ย” แต่เป็นเพราะพวกเราร่วมกันสร้างระบบเลว ๆ นี้ขึ้นมา ด้วยมือของพวกเราเอง

ถามว่าควรหวังอะไรจากรัฐบาลไหม ผมมีคำตอบในใจมานานแล้วว่า “ไม่”

ที่มาจาก : vchakarn.com

เกมส์ Zone4 เผยสกิลจอมสกปรก

  • April 25, 2012 3:34 pm

เผยสกิลจอมสกปรก ทักษะโจมตีสุดแหวกแนว

ในตอนนี้ Dirty-X น่าจะเป็นสายอาชีพที่มีทักษะการต่อสู้เยอะที่สุดแล้ว ด้วยสกิลโจมตีรูปแบบต่างๆ มากถึง 31 ท่าที่ประกอบไปด้วย ท่าโจมตีแปลกๆ เช่น การใช้เล็บข่วน, การเรอหรือไม่ก็ตดใส่หน้าคู่ต่อสู้ และที่แนวที่สุดคงเป็นท่านิ้วจิ้มก้น ^^ ลองมาดูกันเถอะว่าท่าเหล่านี้มีวิธีกดอย่างไรกันบ้าง~*

รู้จัก อาชีพ Dirty-X กันหรือยัง?
Dirty-X คืออาชีพใหม่ซึ่งน่าจะเกิดจากจินตนาการของทีมพัฒนา แน่นอนว่ามันไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ที่พวกเราคุ้นเคยสักเท่าไหร่นัก คงพูดได้ยากว่ามันเก่ง หรือโกงกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะมันน่าจะอยู่ที่ตัวของผู้เล่นที่ใช้งานมากกว่าว่าจะเล่นอาชีพนี้ได้ดี ขนาดไหน แต่โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็อาชีพที่ค่อนข้างหลากหลายในการโจมตีทั้งการจับล็อก และการเตะต่อย ความพิเศษอยู่ที่ในการโจมตีในหลายๆ ท่าของอาชีพนี้จะมีผลทำให้เป้าหมายติดสถานะมึนงง แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่อาชีพคลาส 3 อย่างที่ใครหลายคนคิด มันยังคงเป็นอาชีพในระดับเดียวกับอาชีพคลาส 2 อื่นๆ เช่นพวก เทคควันโด หรือมวยปล้ำ

LINAGE II อยากล่าบอสซาเคนโหมดใหม่

  • April 25, 2012 3:33 pm

อยากล่าบอสซาเคนโหมดใหม่ กลางวันก็ล่าได้

ต่างหูซาเคน…คงเป็นเครื่องประดับบอสระ ดับพรีเมี่ยมที่ใครๆ หลายคนก็หมายปองไว้ด้วยกันทั้งนั้น…เรียกได้ว่าอยากจะเทพเหนือกว่าใครๆ ก็ต้องสรรหากันมาให้ได้ล่ะครับงานนี้ ส่วนวิธีการล่าที่เพิ่มเข้ามาใหม่จะง่ายแสนง่ายขนาดไหน มีวิธีการอย่างไร วันนั้นเราจะมาแนะนำทริกให้ได้ชมกันครับ

ซาเคนคือใคร
“ซาเคน” เป็นบอสที่ถือว่าล่าได้อยากอยู่พอสมควรเลยทีเดียวล่ะครับ เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น ระดับเลเวลของบอสเอง ที่มีเลเวลแค่ 60 หรือจะเป็นการจำกัดในด้านของเวลาการเข้าพบที่ต้องรอกันถึงตอนเที่ยงคืนของ เวลาในเกม ภายในเรือที่อยู่อาศัยของซาเคนที่มีห้องเล็ก ห้องน้อย เป็นเหมือนทางเขาวงกต ใครไม่ชำนาญมีสิทธิ์หลง และถูกลูกน้องอัดดับเอาง่ายๆ เหมือนกัน

สำ หรับในแพตช์ Gracia Plus นั้นทางเกาหลีได้เพิ่มวิธีการล่าแบบใหม่เข้าไป เรียกได้ว่าสามารถล่าได้ทุกเวลา ว่างเวลาไหนก็ล่ากันได้เลยไม่ต้องรอกลางคืนอีกต่อไป สำหรับส่วนที่เราจะแนะนำต่อไปนี้จะเป็นการล่าบอสแบบตอนกลางวันครับที่เพิ่ม เข้ามาใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วการล่าซาเคนแบบตอนกลางวันก็จะส่งผลต่อโอกาสการดรอ ปของต่างหูซาเคน และไอเทมอื่นๆ ให้ลดลงตามไปด้วยครับ เรียกว่ามาล่ากันง่ายๆ แต่ก็ต้องลุ้นไอเทมดรอปกันตัวโก่งกันเลยทีเดียว

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Nintendo 3DS เครื่องเล่นสามมิติที่ไม่ใส่แว่น

  • April 25, 2012 3:32 pm

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันแล้วสำหรับเครื่องเล่นเกมสามมิติที่ไม่ต้องใช้ แว่นในการเล่น โดยภาพที่ได้นั้นจะยุบเข้าไปเป็นสามมิติอย่างตระการตา โดยที่มีการปรับปรุงสเป็กเครื่องกันยกใหญ่โดยยังคงเอาไว้ที่หน้าตาคล้ายๆ ของเดิม หน้าจอด้านบนเป็นสามมิติแบบะไวด์สกรีน ส่วนหน้าจอด้านล่างเป็นหน้าจอสัมผัสเอาไว้บังคับเกมในส่วนที่สัมผัสได้พร้อม กล้องด้านในเพื่อใช้ในการเล่นเกม

ส่วนด้านนอกเป็นกล้องคู่ เอาไว้ใช้ถ่ายรูปสามมิติได้ ตัวเครื่องเองมีการปรับปรุงการเล่นเกมสามมิติใหม่ได้น้องๆ เครื่องเล่นเกมคอนโซลได้สบายๆ แถมยังพกพาไปเล่นที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย เครื่องเล่นเกมนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจมาก เพราะทำให้เราเล่นเกม หรือชมภาพยนตร์สามมิติบนหน้าจอได้เลยทันทีโดยไม่ต้องสวมแว่นอีกต่อไปก็หวัง ว่าสักวันหนึ่งมือถือเราคงมีสามมิติกับเขาบ้างนะ

ที่มาจาก : whatphone.net

Final Fantasy XIV ประกาศดีเดย์วันเปิดให้บริการ

  • April 25, 2012 3:32 pm

Square-Enix ประกาศวันเปิดให้บริการของเกมออนไลน์ที่ทั่วโลกรอคอย Final Fantasy XIV เรียบร้อยแล้ว แถมยังเป็นการเปิดบริการที่เซิฟเวอร์อเมริกาเสียด้วย (คนไทยคงไปเล่นได้นะ) กำหนดเปิดให้บริการในวันที่ 30 กันยายน 2010 นี้ แต่ว่าก่อนหน้าที่จะเข้าไปเล่นได้ ผู้เล่นจะต้องซื้อแผ่นสำหรับติดตั้งเกมและลงทะเบียนเสียก่อน โดยมีให้เลือกซื้อเป็นชุดปกติในวันที่ 30 กันยายน 2010 กันชุดพิเศษ Collector’s Edition ที่ขายก่อนตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2010

Update: System Requirement

Operating System
Windows® XP SP3
Windows® Vista 32-bit / 64-bit SP2
Windows® 7 32-bit / 64-bit

CPU
Intel® Core™2 Duo (2.0GHz)
AMD Athlon™ X2 (2.0GHz)

RAM
Windows® XP: 1.5GB or higher
Windows® Vista / Windows® 7: 2GB or higher

HDD/SSD Space
Installation: 15GB or more
Download: Space on the hard drive where ‘My Documents’ is located should be 6GB or more

Graphics Card
512MB NVIDIA® GeForce® 9600 series or higher
512MB ATI Radeon™ HD 2900 series or higher

Sound Card
DirectSound® compatible sound card (DirectX® 9.0c or higher)

Internet Connection
Broadband Internet connection or higher

Screen Resolution
1280 x 720 or higher; 32-bit or higher

DirectX®
DirectX® 9.0c

Others
Mouse, Keyboard, Gamepad

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/